Academy-F

อัตราแลกเปลี่ยน

ธุรกรรมที่มีการเปรียบเทียบค่าเงินกับค่าเงินอื่น

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นตลาดขนาดใหญ่ เติบโตเร็ว สามารถทำการซื้อขายได้ 24 ชั่วโมงต่อวัน และไม่ใช่ตลาดแบบทั่วไปที่มีหน่วยงานกลาง การเทรดส่วนใหญ่ผ่านทางโทรศัพท์ ผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิสกส์ ตลาดส่วนใหญ่เป็นธนาคารกลาง เป็นที่ๆ มีธนาคาร บริษัทประกัน หรือองค์กรขนาดใหญ่หรือสถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการจัดการกับความเสี่ยงของความผันผวนของค่าเงิน

ตลาด Spot

เป็นตลาดที่ทำการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนในราคาตลาด

Rollover

เป็นธุรกรรมของ Spot ที่มีวันชำระราคา 2 วันทำการ (วันชำระราคา) ต้นทุนของการทำการต่ออายุธุรกรรมจะขึ้นอยู่กับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่าง 2 ค่าเงิน ถ้าคุณซื้อค่าเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงคุณจะได้รับอัตราดอกเบี้ย

อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate)

มูลค่าของค่าเงินหนึ่งเมื่อเทียบกับอีกค่าเงินหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ถ้า EUR/USD เท่ากับ 1.3200 นั่นคือ 1 Euro มีมูลค่าเท่ากับ US$ 1.3200

ค่าเงิน (Currency Pair)

ค่าเงิน 2 ค่า เงินที่ทำการซื้อขาย เมื่อค่าเงินถูกซื้ออีกค่าเงินจะถูกขาย และถ้าอีกเงินถูกขาย ค่าเงินก็จะถูกซื้อ สลับกัน

ค่าเงินฐาน (Base Currency)

คือ ค่าเงินแรกที่ปรากฏในคู่เงิน เป็นค่าเงินที่บัญชีของคุณ ทำการซื้อ ขายอยู่

ค่าเงินตรงข้าม (Counter Currency)

ค่าเงินสองคู่ที่ปรากฏอยู่ในบัญชีของเราใช้เป็นหน่วยในการซื้อขาย

รหัสค่าเงิน (ISO Currency Codes)

USD = US Dollar EUR = Euro JPY = Japanese Yen GBP = British Pound CHF = Swiss Franc CAD = Canadian Dollar AUD = Australian Dollar NZD = New Zealand Dollar

นิยามของค่าเงินต่างๆ (Currency Pair)

EUR/USD = “Euro” USD/JPY = “Dollar Yen” GBP/USD = “Cable” หรือ “Sterling” USD/CHF = “Swissy” USD/CAD = “Dollar Canada” (CAD อาจจะเรียกอีกอย่างว่า “Loonie”) AUD/USD = “Aussie Dollar” NZD/USD = “Kiwi”

Dealing Desk

คือ คนที่ให้ราคาบริการสภาพคล่องในการซื้อขาย

คนทำราคา (Market Maker)

คนทำราคาจะเป็นคนให้ราคา สร้างสภาพคล่องสำหรับตลาดค่าเงิน และพร้อมที่จะซื้อ หรือขาย การเทรดนั้น ผู้ให้บริการสภาพคล่องจะทำการเทรดตรงข้ามกับออเดอร์ที่คุณเทรด และมีตัวเลือกในการถือออเดอร์นั้น หรือเลือกที่จะกระจายคำสั่งซื้อนั้นไปให้ลูกค้าคนอื่น ถ้าคนทำราคาเลือกที่จะเก็บออเดอร์ไว้ หมายความว่าเมื่อเทรดเดอร์กาไร Market Maker จะขาดทุน ซึ่งนำไปสู่การขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างเทรดเดอร์กับคนทำราคา คนทำราคาได้กำไรจากคอมมิชชั่น จาก Spread ระหว่าง Bid กับ Offer ของตลาด

NDD

เป็นตัวย่อของ “No Dealing Desk‟ คือ โบรคเกอร์ที่ไม่ใช่ Dealing Desk แต่ว่าจะใช้คนให้บริการสภาพคล่องจากข้างนอกแทน บางโบรคเกอร์จะมีบริการการให้บริการราคาทุกระดับราคาแสดงไว้ ซึ่ง NDD โบรคเกอร์จะเพิ่มในการรับคอมมิชชั่น

Forex ECN Broker

ECN คือ Electronic Communications Network เป็นโบรคเกอร์ที่แทนที่จะใช้คนทำราคาคนเดียว แต่จะใช้คนทำราคาหลายคน เช่น ธนาคาร และเทรดเดอร์สามารถเข้าแข่งขันด้านราคาในโปรแกรมซึ่งมีสภาพคล่องสูงในสภาพแวดล้อมใดๆ การเทรดจะทำธุรกรรมภายใต้ชื่อ ECN โบรคเกอร์เทรดเดอร์จะซื้อออเดอร์จากผู้ให้บริการสภาพคล่อง A และสามารถเลือกปิดออเดอร์นั้นกับผู้ให้บริการสภาพคล่อง B ซึ่งได้ราคาที่ดีที่สุด จะแสดงให้เทรดเดอร์เห็นพร้อมกับราคาที่มีให้บริการแต่ละระดับพร้อมกับปริมาณในแต่ละราคา ยิ่งตลาดมีคนมาก ยิ่งทำให้ ECN โบรคเกอร์มี Spread ต่ำซึ่ง คิดค่าธรรมเนียมระหว่างการแมทช์ราคาต่ำขึ้นไปอีก

บุคคลอื่น (Counterparty)

คนที่เข้าร่วมทำธุรกรรมในตลาด

Sell Quote / Bid Price

ราคาขายที่แสดงบนด้านซ้ายของราคา เป็นราคาที่เราจะได้ ตลาดค่าเงิน มันหมายถึงราคา Bid ของคนทำราคา ตัวอย่างเช่น ถ้า EUR/USD ตั้งราคา 1.3200/03 หมายความว่า คุณสามารถ sell 1 ที่ราคา bid US$1.3200

Buy Quote / Offer Price

ราคาซื้อจะแสดงด้านขวามือ มันคือราคาที่แสดงด้านขวามือ และเป็นราคาที่คณุสามารถซื้อตามราคาค่าเงินฐาน ซึ่งหมายถึง ราคาที่คนทำราคามีให้ ตัวอย่างเช่น 1.3200/03, คุณสามารถซื้อ 1 ยูโรที่ US$1.3203

Spread

ความต่างระหว่าง ราคาขายและราคาซื้อ หรือ bid กับ offer ตัวอย่างเช่น ถ้า EUR/USD เท่ากับ 1.3200/03, จะอยู่ระหว่าง 1.3200 และ 1.3203 หรือ 3 pip การที่จะได้เท่าทุน คือออเดอร์ต้องเคลื่อนไหวในทิศทางที่เทรดเท่ากับ Spread หรือ 3 จุด

Pip

การเปลี่ยนแปลงราคาที่แน่นอนที่สุด ของค่าเงินที่เกิดขึ้น คือ 1 จุด นั้น คือ p = 0.0001 สาหรับ EUR/USD หรือ 0.01 สาหรับค่าเงิน USD/JPY

มูลค่าต่อจุด (Pip Value)

มูลค่าต่อจุด สามารถคงที่หรือแปรผัน ขึ้นอยู่กับค่าเงิน เช่น มูลค่า EUR/USD คือ $10 สำหรับ Lot 1, $1 สำหรับ Mini lot และ $0.10 เหรียญ สาหรับ micro lot

Lot

ขนาดธุรกรรมมาตรฐาน โดยทั่วไป 1 Standard Lot เท่ากับ 100,000 หน่วยของค่าเงินฐาน หรือ 10,000 หน่วยสำหรับ Mini Lot และ 1,000 หน่วยสำหรับ Micro Lot บางรายอาจจะมีบริการขนาดเล็ก ถึง 1 หน่วย

บัญชีมาตรฐาน (Standard Account)

เทรดด้วย Lot มาตรฐาน 100,000 หน่วยของค่าเงินฐานเช่น $10 ต่อจุด สำหรับ EUR/USD

บัญชีมินิ (Mini Account)

เทรดด้วยขนาดเล็ก โดยทั่วไปเท่ากับ 10,000 หน่วยของค่าเงินฐาน เช่น มลูค่าต่อจุดเท่ากับ 1 เหรียญ สำหรับค่าเงิน EUR/USD

บัญชีไมโคร (Micro Account)

เทรดด้วยบัญชีไมโครโดยทั่วไปแล้วเท่ากับ 1,000 หน่วยของค่าเงินฐาน เช่น มูลค่ากำไรต่อจุดเท่ากับ 0.10 เหรียญสำหรับค่าเงิน EUR/USD

Margin

เป็นเงินวางค้ำประกันในบัญชีเพื่อถือครองออเดอร์ มาร์จิ้นจะแสดงในรูป “free” คือ ที่มีอยู่ หรือ“used” ที่ถูกใช้ ซึ่งเป็นจำนวนที่จะใช้ในการถือครองออเดอร์ในการเปิด position ขณะที่ Free margin คือจำนวนที่มีไว้ในการรอการเปิด Position ใหม่ ถ้ามียอด Margin เท่ากับ 1,000 เหรียญ ยอด 1% ของมาร์จิ้นที่ต้องการใช้ คุณสามารถ Buy หรือ Sell ออเดอร์ที่มีมูลค่า 100,000 เหรียญได้ ซึ่งหมายความว่า เทรดเดอร์กำลงใช้ Leverage 100:1 ถ้าบัญชีเทรดเดอร์ลดลงต่ำกว่าจำนวนขั้นต่ำที่กำหนดในการเปิดออเดอร์ เขาจะถูก “margin call” ทำให้เขาต้องเติมเงินเพิ่ม หรือบัญชีจะปิดออเดอร์ที่เปิดอยู่โตยอัตโนมัติ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วโบรคเกอร์จะปิดออเดอร์ที่เปิดอยู่ เมื่อเงินในบัญชีมีต่ำกว่ายอดที่ต้องใช้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละโบรคเกอร์ เช่น 50% ของมาร์จิ้น ที่จะใช้ในการเปิดออเดอร์

Leverage

Leverage คือ ความสามารถในการที่จะใช้เงินในบัญชีของคุณให้สามารถเปิดออเดอร์ที่มีมูลค่าสูงได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเทรดเดอร์มีเงินในบัญชี 1,000 เหรียญ ในบัญชีเขาเปิดออเดอร์มูลค่า $100,000 หมายความว่า เขาใช้ Leverage 1:100 ถ้าเขาเปิดมูลค่า 200,000 เหรียญเท่ากับเขาใช้ Leverage 200:1 ซึ่งเพิ่มกำไรรขาดทุนต่อจุดให้มากขึ้น

ในการคำนวณ Leverage ที่จะใช้ให้หารมูลค่าทั้งหมดของออเดอร์ที่คุณเปิดกับยอด Margin ที่มี ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมี Margin $10,000 ของบัญชีของคุณ และคุณเปิด USD/JPY (100,000 units ของค่าเงินฐาน) นั่นคือคุณ ใช้ 10:1 ($100,000 / $10,000) ถ้าคุณ เปิด 1 Standard Lot ค่าเงิน EUR/USD สำหรับ $150,000 (100,000 x EURUSD 1.5000) Leverage ของคุณ คือ 15:1 ($150,000 / $10,000)

Manual Execution

การส่งออเดอร์ที่คำสั่งถูกแทรกแซงโดยคนกลาง ซึ่งเป็นคนส่งให้

Automatic Execution

การส่งออเดอร์ที่คนกลางไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำโดยอัตโนมัติ

Slippage

ความแตกต่างระหว่างราคาออเดอร์กับราคาที่จะได้รับ วัดเป็นจุด Slippage สามารถเกิดขึ้น ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวเร็วหรือว่า ช่วงที่มีการส่งคำสั่งแบบระบบธรรมดา

Drawdown

การลดลงของยอดเงินในบัญชีจากจุดสูงสุดไปยังจุดต่ำสุด วัดเมื่อจุดสูงสุดถึงแล้ว และรายงานเป็นรูปแบบ %

แนวรับ(Support)

แนวรับคือ ระดับราคาทางเทคนิคที่ผู้ซื้อมีอิทธิพลมากกว่าผู้ขาย ทำให้ราคาหยุด อยู่ตรงนั้นชั่วคราว

แนวต้าน (Resistance)

แนวต้านคือราคาทางเทคนิคที่ผ้ขูายมีอิทธิพลมากกว่าผู้ซื้อ ทำให้ราคาหยุดอยู่ตรงนั้นชั่วคราว

ประเภทออเดอร์ทั่วไป (Common Order Types)

Market Order

คือ ออเดอร์ที่ทำการซื้อขายที่ราคาตลาด

Limit Order

คือ ออเดอร์ Buy หรือ Sell ที่กำหนดราคาไว้ในระดับที่แน่นอน

Stop-Loss Order

คือ ออเดอร์ที่จะกำหนดผลขาดทุนไว้ราคาที่แน่นอน

Limit Entry Order

คือ ออเดอร์ที่ซื้อ ต่ำกว่าราคาที่ตลาดเป็นอยู่ หรือขายสูงกว่าราคาที่ตลาดเป็นอยู่ในระดับราคาหนึ่ง โดยเชื่อว่าราคานั้นจะกลับตัว ณ บริเวณจุดนั้น

Stop-Entry Order

ออเดอร์ที่ซื้อสูงกว่าราคาตลาดหรือขาย ต่ำกว่าราคาตลาด ในราคาที่กำหนดไว้ โดยเชื่อว่า ราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

OCO Order

One Cancels Other คือออเดอร์ที่ ถ้าออเดอร์หนึ่งทำงานแล้ว ออเดอร์อื่นๆ จะถูกยกเลิก

GTC Order

Good Till Cancelled เป็นออเดอร์ที่อยู่ในตลาดเมื่อได้รับราคา หรือไม่ก็จนกว่าจะยกเลิก

ประเภทออเดอร์ปกติ Common Trade Types

Long Position

ออเดอร์ซึ่งเทรดเดอร์พยายามทำกำไรจากการเพิ่มขึ้นของราคา เช่น ซื้อ ในราคาต่ำ และขายในราคาสูง

Short Position

ออเดอร์ที่เทรดเดอร์พยายามจะทำกำไรจากการลดลงของราคา เช่น ขายในราคาสูง และซื้อคืนในราคาต่ำ

สไตล์ของการเทรด (Common Trading Styles)

การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)

วิธีการเทรดที่แสดงให้เห็นเกี่ยวกับการวิเคราะห์กราฟราคาแบบใช้ทางเทคนิคเกี่ยวกับพฤติกรรมราคา

การวิเคราะห์พื้นฐาน (Fundamental Analysis)

สไตล์การเทรดที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ปัจจัยทางมหภาคที่เกี่ยวข้องกับค่าเงิน และการส่งออเดอร์เทรด ที่ช่วยในการตัดสินใจระยะสั้นระยะยาว

เทรนเทรดดิ้ง (Trend Trading)

สไตล์การเทรดที่พยายามจะทำกำไรในเทรน ระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว

การเทรดเป็นระยะ (Range Trading)

สไตล์การเทรดที่พยายามจะทำกำไรจากการซื้อหรือขายค่าเงินระหว่างช่วงแนวรับแนวต้าน เพื่อกำหนดระยะ และเทรดเป็นระยะนั้น เพราะราคาจะแกว่งตัวระหว่างแนวรับและแนวต้าน

การเทรดข่าว (News Trading)

สไตล์การเทรดที่เทรดเดอร์พยายามจะทำกำไรจากข่าวพื้นฐานที่ประกาศออกมาจากแต่ละประเทศ ซึ่งกระทบกับค่าเงิน ซึ่งการเทรดแบบนี้จะทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาระยะสั้นหลังจากที่ข่าวประกาศ

Scalping

สไตล์การเทรดที่เกี่ยวข้องกับการเทรดความถี่สูงที่จะทำกำไรเล็กๆ ถือออเดอร์ระยะสั้น ซึ่งอาจจะรายวินาทีจนถึงรายนาที

การเทรดรายวัน (Day Trading)

สไตล์การเทรดที่เกี่ยวกบัการเทรดหลายแบบ เช่น การเทรดระหว่างวัน สามารถถือออเดอร์เป็นรายนาทีจนถึงรายชั่วโมง

การเทรดสวิง(Swing Trading)

สไตล์การเทรดที่เกี่ยวกับการหากำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัวของเทรน การเทรดสามารถยาวนานเป็นรายชั่วโมงจนถึงหลายวัน

Carry Trading

สไตล์การเทรดที่เทรดเดอร์พยายามจะทำกำไรจากการถือค่าเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยของการซื้อแพงกว่าการขาย

ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ากว่า ทำกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย

Position Trading

สไตล์การเทรดที่ถือการเทรดในระยะยาว การเทรดอาจจะใช้เวลาหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน

Discretionary Trading

การเทรดที่ใช้ความสามารถของการตัดสินใจของมนษุย์ในทุกการเทรด

Automated Trading

การเทรดที่ไม่ใช้มนษุย์ในการตัดสินใจในการเทรด ซึ่งขึ้นอยู่กับเครื่องมือการเทรดทางเทคนิคผ่านโปรแกรมอัตโนมัติ

ตัวอย่างของการเทรด (Example Trade)

สมมุติคุณมีบัญชีเทรดที่โบรคเกอร์แห่งหนึ่ง ที่ต้องใช้มาจิ้น 1% ของเงินฝากทุกๆการเทรด ราคาปัจจุบันของค่าเงิน EUR/USD เท่ากับ 1.3225/28 และคุณจะส่งออเดอร์ Buy 1 standard lot มลูค่า 100,000Euros ที่ราคา 1.3228 เป็นมูลค่า US$132,280 (100,000*$1.3228) โบรคเกอร์จะต้องให้คุณฝาก 1% หรือ ก็คือ $1322.80 ในการเปิดออเดอร์ 1 ออเดอร์ ในขณะเดียวกันคุณจะตั้งจุดทำกำไรที่ 1.3278,50 จุด เหนือจากจุดเปิดราคา ซึ่งการเทรดนี่คาดหวังว่าค่าเงินจะแข็งค่าขึ้น

อย่างที่คุณคาด Euro นึ้ เมื่อเทียบกับค่าเงิน U.S. dollar และทำกำไรที่ราคา 1.3278

เนื่องจากแต่ละจุดมีมูลค่า US$10, กำไรรวมของคุณในครั้งนี้คือ $500, ทำผลตอบแทนได้ 38%

ข้อควรทราบ: ตัวอย่างมีไว้เพื่อแสดงให้ความเข้าใจเท่านั้น การเทรด และคาดเดาจากเหตุการณ์ในอดีต ไม่ได้หมายความว่าจะได้กำไรในอนาคต


Source: GoForex, 2013